วิตามินเอ(Vitamin A) มีประโยชน์กับคนท้องอย่างไร? ปลอดภัยกับคนท้องหรือไม่? (Vitamin A and pregnancy)

อัปเดตเมื่อ 12 เม.ย.

หลายคนอาจเคยได้ยินว่าการกินวิตามินเอมากๆ อาจมีผลต่อลูกในท้อง และสงสัยว่า วิตามินบำรุงก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ (Prenatal vitamins) มีส่วนประกอบของวิตามินเอ จะส่งผลต่อลูกรึเปล่า? วันนี้หมอหน่อยเลยมาคลายความสงสัยให้ทุกคน เพื่อให้ทุกคนกินวิตามินบำรุงได้อย่างสบายใจนะคะ

วิตามินเอสำคัญต่อการตั้งครรภ์อย่างไร?


วิตามินเอมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ตั้งแต่เค้าเริ่มมีชีวิต ความสำคัญของวิตามินเอต่อทารกในครรภ์คือ

  • สำคัญต่อการมองเห็นของทารก

  • สำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกันและผิวหนังของทารก

  • สำคัญต่อการสร้างถุงลมในปอด (Alveoli) ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนก๊าซของทารก

  • ป้องการสารอนุมูลอิสระไม่ให้ทำอันตรายต่อเซลล์


นอกจากนี้การได้รับวิตามินเออย่างเพียงพอตั้งแต่อยู่ในท้อง ทำให้ทารกมีวิตามินเอสะสมที่เพียงพอในการใช้งานในช่วง 2-3 เดือนแรกของการมีชีวิต ทารกที่ขาดวิตามินเอ อาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย และอาจทำให้ป่วยหรือติดเชื้อได้ง่ายกว่าเด็กที่ได้รับวิตามินเอเพียงพอ นอกจากนี้ วิตามินเอยังมีความสำคัญต่อแม่ในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากช่วยป้องกันอนุมูลอิสระต่างๆ ลดภาวะคลอดก่อนกำหนดอีกด้วย


ตามคำแนะนำของ WHO หญิงตั้งครรภ์ทุกคนควรได้รับวิตามินอย่างเหมาะสม เนื่องจากพบว่าหญิงตั้งครรภ์กว่า 20% มีภาวะขาดวิตามินเอ ทำให้ส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์ตามมา (1)


เคยได้ยินว่า หากต้องการมีลูก ควรหลีกเลี่ยงวิตามินที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ จริงหรือไม่?


อย่างที่หมอกล่าวไปในตอนต้น วิตามินเอ มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของทารก และสุขภาพของมารดา ดังนั้น หญิงที่วางแผนจะมีลูก หรือกำลังตั้งครรภ์อยู่ทุกคน ควรได้รับวิตามินอย่างเหมาะสม

วิตามินเอ ในวิตามินบำรุง มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ Beta-carotene และ Retinol ซึ่ง Beta-carotene พบในส่วนประกอบของพืชมีความปลอดภัย ในขณะที่ Retinol ซึ่งพบมากในสัตว์ มีความเข้มข้นมากกว่า Beta-carotene ถึง 6 เท่า ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงวิตามินที่ผสมวิตามินเอในรูปแบบของ Retinol

อย่างไรก็ตาม วิตามินบำรุงสำคัญบำรุงครรภ์โดยทั้วไปจะผสมวิตามินเอ ในรูปแบบ Beta-carotene แต่ควรตรวจสอบก่อนเสมอ


ควรทานวิตามินเอประมาณเท่าไหร่ต่อวัน?


แม้วิตามินเอ จะมีข้อดีต่อการตั้งครรภ์ แต่พบว่าวิตามินเอ ที่มากจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์ได้ วิตามินเอที่มากจนเกินไป อาจส่งผลให้ทารกมีความผิดปกติ (Birth defects) เช่น ระบบประสาทผิดปกติ ระบบหัวใจและหลอดเลือดผิดปกติ โดยจะพบความผิดปกติเมื่อได้รับวิตามินในปริมาณที่มากกว่า 10,000 IU ต่อวัน หรือประมาณ 3,000 ไมโครกรัมต่อวัน (2) ต่อเนื่องเป็นเวลานาน


เนื่องจากวิตามินเอ เป็นวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน จึงอาจเกิดการสะสมในไขมันได้ ดังนั้นคำแนะนำในการกินวิตามินเอเสริมในรูปแบบของวิตามินบำรุงคือ 3,000 IU ต่อวัน หรือประมาณ 900 ไมโครกรัมต่อวันของ beta carotene ซึ่งตามปกติวิตามินเอที่มีในวิตามินก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ (Prenatal vitamins) จะมีวิตามินเออยู่เพียง 700-1,000 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย


หากกินวิตามินเอเสริมแล้วยังสามารถกินวิตามินเอเพิ่มจากอาหารได้หรือไม่?


วิตามินเอที่อยู่ในอาหารค่อนข้างปลอดภัยมาก และเป็นไปได้ค่อนข้างยากที่คุณจะได้รับวิตามินเอที่เกินขนาดจากอาหารที่ทานในแต่ละวัน เพราะวิตามินเอที่ส่งผลเสียมักจะอยู่ในรูปของวิตามินสังเคราะห์ ดังนั้นคุณยังสามารถทานอาหารที่มีวิตามินเอได้ตามปกติ เพราะคุณจะได้รับสารอาหารอื่นๆ จากอาหารนั้นด้วย โดยอาหารที่มีวิตามินเอสูงคือ

  • ฟักทอง

  • แครอท

  • มันหวาน

  • แอปพริคอท

  • มะเขือเทศ

  • ผักโขม

  • ตับ

การรับประทานอาหารที่หลากหลาย ในปริมาณที่พอดี จะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ และไม่มากเกินความต้องการของร่างกายค่ะ


รู้อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของวิตามินบำรุงก่อนและระหว่างตั้งครรภ์แล้วนะคะ ตราบใดที่คุณเลือกส่วนประกอบที่เหมาะสม วิตามินยังเป็นตัวช่วยเสริมที่ดีมากๆ ที่จะทำให้คุณและลูกน้อยได้รับสารอาหารต่างๆ อย่างเพียงพอค่ะ


แล้วมาติดตามกันใหม่ในบทความหน้านะคะ


สั่งซื้อ Prenatal vitamins